Menu

The Inpatient : จุดเริ่มต้นตำนานหลอน Until Dawn ฉบับเกม VR !

    ใน Until Dawn จะมีพูดถึงโรงพยาบาลจิตเวชบนภูเขาหิมะที่มีการทดลองเรื่อง Wendigo ในมนุษย์อยู่ด้วย และนี่คือต้นกำเนิดของซีรี่ส์นี้โดย “The Inpatient” จะย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีที่แล้ว (1952) ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ณ โรงพยาบาลจิตเวช Blackwood Sanatorium แห่งนี้ โดยเราจะสวมบทบาทเป็นผู้ป่วยความจำเสื่อมที่รักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งนี้ (เลือกเพศได้ แต่ตัวละครบางตัวจะเปลี่ยนเพศด้วย) และเข้าไปพัวพันกับความน่ากลัวที่ดูเหมือนจะมีเบื้องหลังอะไรอยู่

    ตอนแรกก็หวั่นๆเหมือนกันว่าเกมจะน่ากลัวแค่ไหน (กลัวจะเจอผีรอบทิศ 360 องศาแต่จริงๆแล้วส่วนนี้ The Inpatient ทำได้ไม่สุดนะ ใครจิตแข็งหน่อยอาจจะไม่สะเทือนเลยก็ได้ (มั้งเนื้อเรื่องก็ดูไม่ซิกแซกซับซ้อนอะไรนัก แถมเกมในภาพรวมดูหลอนแค่ช่วงครึ่งแรกเท่านั้น แต่พอเริ่มเข้าประเด็น Wendigo แล้ว ความน่ากลัวก็แทบจะหายไปทันที

    เกมนี้ยังคงเกมเพลย์ในคอนเซปท์ “Butterfly Effect” เหมือน Until Dawn คือ “การตอบคำถาม ของเราจะมีผลต่อการดำเนินเรื่องในอนาคตเป็นทอดๆไป โดยเกมเพลย์คร่าวๆคือเกมจะเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ (ไม่มีแบ่งEpisode) เราจะรับบทผู้ป่วยความจำเสื่อม (ไม่มีการสลับตัวละครเล่นแบบ Until Dawn) และต้องตอบคำถามและประเมินสถานการณ์ไปเรื่อยๆ ซึ่งเราอยู่ในฝันบ้าง อยู่ในโลกจริงบ้าง หรือย้อนอดีตบ้างแล้วแต่เกมจะพาไป

เมื่อเทียบระหว่าง “The Inpatient” กับ “Until Dawn” แล้ว เกมนี้จะมี “การกระทำ” ให้เราทำอยู่น้อยอย่างมากๆ หลักๆก็คือ 1.ตอบคำถาม 2.เดินส่องไฟฉาย 3.เปิดประตู และ 4.หยิบจับไอเทมเพื่อย้อนความทรงจำ ซึ่งเราก็ทำได้เท่านี้จริงๆนะ ต่างกับ Until Dawn ที่ยังมีอะไรอย่างอื่นให้ทำมากกว่านี้ และนั่นหมายความว่า “Quick Time Event” ที่เคยมีก็แทบจะหายไปเกือบ 100% ด้วย ดังนั้นการกระทำต่างๆที่จะเกิดขึ้นภายในเกมแบบ Until Dawn ก็แทบจะไม่มี ทำให้เกมเพลย์ของ The Inpatient ขาดมิติและอรรถรสไปมากจริงๆ

แต่ว่า The Inpatient ยังมีจุดที่น่าสนใจคือ “Voice Recognition” หรือการใช้เสียงพูดแทนการกดปุ่ม (ในการตอบคำถามซึ่งก็ใช้งานได้ดีด้วยนะ แต่ลึกๆแล้วอาจจะไม่จำเป็นนัก เพราะยังไงก็ต้องตอบตามตัวเลือกที่ขึ้นมาบนจออยู่ดี 

ด้านการการควบคุมถือว่าใช้ “คอนโทรเลอร์ ได้ไม่คุ้มค่าเอาซะเลย (เมื่อเทียบกับ Until Dawnแต่ก็ยังมีลูกเล่นอื่นๆอยู่บ้าง เช่น การขยับจอยเพื่อส่องไฟฉาย และเคลื่อนจอยไปข้างหน้าเพื่อเปิดประตู ส่วน “การบังคับทิศทาง” ยังมีปัญหาอยู่มาก เช่น เดินไปด้านข้างและมุมเฉียงลำบาก เดินติดมุมอับก็ถอยหลังไม่ได้ และการขยับข้อมือต่างๆที่ผิดเพี้ยนสูง โดยเฉพาะ “การจับสิ่งของ” ที่ลำบากและยุ่งยากมาก เช่น การหยิบไอเทมเพื่อดูความทรงจำที่ใช้เวลาหาเหลี่ยมมุมอยู่นาน และการหักข้อมือถึง 90 องศาเพื่อส่องไฟฉายให้ตรงตำแหน่ง เป็นต้น

จากการเล่นจบรอบแรก ผมสังเกตว่าช่วง 1-2 ชั่วโมงแรกตัวเองปลดล็อก Trophy ไปเยอะมาก (16%) แต่หลังจากนั้นกลายเป็นว่าผมปลด Trophy ไปได้แค่อันเดียวเท่านั้น (19% นี้ได้มาตอนจบเกมแล้ว จบแบบศพไม่สวยอีกต่างหาก 555+แสดงว่าเกมนี้ยังซ่อนอะไรไว้อีกพอสมควร เพราะมีหลายอย่างที่โผล่มาแล้วก็หายไป ไม่รู้ว่ามีปีมีขลุ่ยอะไรหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นพวกล่า Trophy อยู่แล้วก็แนะนำให้เล่นซ้ำ เวลาตอบคำถามก็ลองเปลี่ยนแนวคำตอบบ่อยๆเชื่อว่าคุณอาจจะได้เห็นอะไรเพิ่มจากรอบแรกแน่นอน

นี่คือจุดดีของ The Inpatient เลยครับ กราฟฟิกของตัวละคร แสง สี เสียง รวมไปถึงการเคลื่อนไหวต่างๆทำได้ดี อารมณ์และบรรยากาศชวนขนหัวลุกใช้ได้ แม้โดยรวมเกมจะยังไม่น่ากลัวแบบสุดขีดอะไร มีสะดุ้งและตุ้งแช่บ้างพอเป็นพิธี แต่ก็ยังไม่สุดครับ ที่ผ่านจริงๆคือเรื่องกราฟฟิกในเกมซะมากกว่า

เกมเพลย์และแอคชั่นต่างๆที่คุณคาดหวังมาจาก Until Dawn ได้หายไปในเกมนี้ มุมกล้องและการควบคุมยังมีปัญหาอยู่มาก แต่กราฟฟิก ฉาก และบรรยากาศทำได้ดี ตัวเกมสั้นมาก สามารถเล่นจบภายใน 2 ชั่วโมงได้ ส่วนเนื้อเรื่องยังไม่ซับซ้อนเท่าที่ควร ที่สำคัญคือ “ความน่ากลัว” ของเกมหายไปเมื่อเริ่มเข้าประเด็นสำคัญ แต่ก็ควรจะเล่นเกิน 1 รอบเพื่อปลดล็อกเนื้อเรื่องและความลับอื่นๆ

สรุปทิ้งท้ายไว้ว่าถ้าเกมเพลย์และเนื้อเรื่องของ The Inpatient ทำได้ถึงขั้น Until Dawn เกมนี้จะถือว่าน่าเล่นมากๆครับ เพราะกราฟฟิกและบรรยากาศเกมภายใต้ระบบ VR นั้นสอบผ่านแล้ว